วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ไทยสูญ2หมื่นล. แลกเสรีอาฟตา

จัดทำโดย
น.ส. พิศราภรณ์ กุธพันธ์ 5001208088


เรื่อง ไทยสูญ2หมื่นล. แลกเสรีอาฟตา

กรมศุลฯ ประเมินเปิดเสรีมั่วไทยสูญเฉียด 2 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร 22-23 รายการ ตามข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ทำประเทศไทยสูญเสียรายได้มากกว่า 1.8-2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นแม้ข้อตกลงอาฟตาต้องลดภาษีเหลือ 0% แต่กฎของ WTO ยังเปิดช่องให้เก็บภาษีในโควตาและนอกโควตาได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการเปิดการค้าเสรีและใช้ภาษีในพิกัด 0% เพราะไทยเป็นสมาชิกองค์การการ ค้าโลก (WTO) ยังมีประกาศของคณะกรรมการ WTO เกี่ยวกับการยกเว้นอากรและลดอากรตามข้อผูกพัน WTO ลงวันที่ 31 ธ.ค. 2549 และเริ่มประกาศใช้ในวันที่ 5 ม.ค. 2550 ซึ่งยังบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสินค้าเกษตรในโควตาและนอกโควตา รวมถึงสินค้าเกษตร 22 รายการ ที่กำลังจะประกาศยกเว้นภาษี ยังต้องเสียภาษีตามประกาศของ WTO ตามราคากำหนดได้ สินค้าชนิดอื่นก็เช่นกัน

สำหรับสินค้า 23 รายการ ที่จะลดภาษีเหลือ 0% ได้แก่ น้ำมัน/นมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม มะพร้าว เมล็ดกาแฟ ชา พริกไทย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ถั่วเหลือง เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ น้ำมันถั่วเหลือง ปาล์ม น้ำตาล กาแฟสำเร็จรูป กากถั่วเหลือง ใบยาสูบ เส้นไหมดิบและลำไยแห้ง


คำถาม

1. การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ทำประเทศไทยสูญเสียรายได้เท่าไหร่

2. รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการเปิดการค้าเสรีและใช้ภาษีในพิกัดเท่าไหร่ เพราะอะไร

3. สำหรับสินค้า 23 รายการ ที่จะลดภาษีเหลือ 0% มีสินค้าใด้บ้าง บอกมา 3 อย่าง

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

สภาหอการค้า จี้เอสเอ็มอีปรับตัวรับเออีซี

จัดทำโดย
น.ส. วรัญญา สุนทรพัฒนพิมล 5001208024
เรื่อง สภาหอการค้า จี้เอสเอ็มอีปรับตัวรับเออีซี

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง “โอกาสทางการค้า บริการ และการลงทุนของผู้ประกอบการ (เอสเอ็มอี) กับการเป็นเออีซี : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังไม่ปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้น หลังการเป็นเออีซี ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะยังไม่มีความเข้าใจการเป็นเออีซี ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มบริษัท เครือซีเมนต์ไทย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ปรับตัวรับมือแล้ว ทำให้สภาฯได้จัดตั้ง ศูนย์ AEC Promt ที่จะเป็นศูนย์กลางให้ความรู้ และแก้ไขปัญหาแก่ผู้ประกอบการทุกคน

“อีก 5 ปีข้างหน้า สภาพตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ที่เคยเด่นในประเทศจะไม่เก่งที่สุดในภูมิภาค เพราะมีธุรกิจที่เก่งกว่าตัวเอง ตอนนี้เป็นทางสองแพร่ ที่จะต้องเลือกถ้าจะแข่งขันต้องรู้ว่ามีความอ่อนแอตรงไหนก็ต้องหาพาร์ทเนอร์ มาพัฒนาร่วมกัน” นายดุสิตกล่าว

ด้านนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนการค้าบริการอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตามเป้าหมายการผูกพันสาขาบริการในแต่ละรอบ กำหนดให้ปี 2558 มี 127 สาขาต้องเปิดเสรีให้อาเซียนเข้ามาลงทุนได้ 70% ครอบคลุมเกือบทุกกลุ่มสินค้าบริการ ซึ่งอาเซียนทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม เพื่อ อย่างไรก็ตาม แม้จะเปิดเสรีมากขึ้น แต่ในทางปฎิบัติสิทธิการควบคุมดูแลธุรกิจของไทยยังดำเนินการได้เหมือนเดิม และบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยจะต้องปฏิบัติกฎระเบียบต่างๆ แบบเดียวกับที่บริษัทในประเทศปฎิบัติด้วย

ส่วนการลงทุนภาคที่ไม่ใช่ บริการ ได้แก่ เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ ภาคการผลิต (อุตสาหกรรม) นั้น อาเซียนต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะมีแผนเปิดเสรีอย่างไร เพราะสาขาดังกล่าวกระทบต่อไทยค่อนข้างมาก


คำถาม
ข้อ 1.ประธานสภาหอการค้าคือใคร

ข้อ 2.สภาฯ จัดตั้งศูนย์ AEC Promt เพื่ออะไร

ข้อ 3.นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ คือใคร